|
ถือเป็นอีกหนึ่งภัยครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ต้องให้ความสำคัญ กับพฤติกรรมของแก๊งขโมยเด็กที่อัปเกรดวิธีการให้แยบยลขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ด้วยการส่ง "นางโจร" เข้ามาดำเนินการ แถมมิจฉาชีพเหล่านี้ยังไม่เลือกเวลา เช้าสายบ่ายค่ำ ขอเพียงคุณเผลอ เขาก็พร้อมจะขโมยลูกหายวับไปกับตาได้ทันใด ครอบครัวที่มาเปิดเผยประสบการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้คือครอบครัว "ศิริภรรค์" ที่เกือบสูญเสีย "น้องดิน" - ด.ช.ถิร ศิริภรรค์ ลูกชายคนเดียววัย 1 ขวบกว่าไปกับแก๊งมิจฉาชีพ โดยคุณบี - เนตรนภา ศิริภรรค์ คุณแม่ของน้องดินเป็นผู้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

"วัน นั้นเราไปทำความสะอาดร้านขายเสื้อผ้าเด็กที่อยู่ในตลาดรวงทรัพย์ย่านอโศก ก็ไปกันหมดสามคนพ่อแม่ลูก บีก็ทำความสะอาดร้าน ซึ่งปกติจะมาดูดฝุ่น ฯลฯ กันเดือนละครั้ง ส่วนลูกก็ให้มีสามีดูแล ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่บีกำลังไปเข้าห้องน้ำพอดี สามีก็โทรศัพท์มาตามว่า รีบออกมาหน่อย มีคนขโมยลูกไปแล้ว" สถานที่เกิดเหตุเป็นศูนย์อาหารที่อยู่ติด ๆ กันนั่นเอง ซึ่งคุณพ่อของน้องดิน หรือคุณชนม์ ศิริภรรค์ (พ่อปี๊ม) บอกว่า เห็นบริเวณนั้นโปร่งดี จึงพาน้องดินไปทานนมที่นั่นระหว่างรอคุณแม่ "ตอนที่สามีให้นมลูก ลูกก็นอนอยู่บนตัก พอทานเสร็จเขาก็พลิกตัวลงมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็เดินมาอุ้มไปเลย" ครอบครัวศิริภรรค์เล่าว่า ผู้หญิงรายนี้มายืนมองน้องดินอยู่สักพักหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ประกอบกับน้องดินเป็นเด็กเข้ากับคนง่าย ใครเห็นก็ชอบมาเล่นด้วย จึงไม่ได้ระวังในจุดนี้ไป "ตอน ที่เขาเข้ามาอุ้มไป เป็นช่วงที่สามีกำลังเก็บขวดนมพอดี ซึ่งทันทีที่เห็น สามีก็รีบวิ่งตามไปพร้อมตะโกนว่า คุณเอาลูกผมไปไหน ขณะที่ผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งหนีเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ไปทันกันบริเวณร้านนวดในตลาด และเกิดการฉุดกระชากตัวเด็กจนน้องดินร้องไห้" "คุณ พ่อไปแย่งตัวลูกกลับมา แล้วผู้หญิงคนนั้นมากระชากกลับ แล้วเขาก็ตะโกนว่า ผู้ชายคนนี้มาแย่งลูกเขาไป ตอนนั้นคนไม่ค่อยกล้าเข้ามายุ่งเพราะคิดว่าเป็นเรื่องสามีภรรยา" คุณบีเล่า "ตอนที่บีไปถึง มีคนมุงไม่ต่ำกว่า 10 คน แล้วก็มีคนมาช่วยอุ้มลูกเอาไว้ เพราะพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นลูกใคร ก็เลยอุ้มแยกออกไปให้ ตอนนั้นตำรวจก็มาแล้ว พอบีเห็นลูกก็รีบไปอุ้มลูกกลับมา คนแถวนั้นยังบอกเลยว่านี่สิถึงจะเป็นแม่แท้ ๆ เพราะก่อนหน้าที่มีการแย่งลูกกัน เขากระชากลูกเราแรงมากจนลูกร้องไห้ คนที่เห็นเหตุการณ์ยังบอกเลยว่า ถ้าแม่แท้ ๆ ไม่กระชากแรงแบบนี้หรอก"
พลเมือง ดีอีกคนหนึ่งที่เขามาช่วยครอบครัวศิริภรรค์ยืนยันว่าเป็น ผู้หญิงคนนั้นเป็นมิจฉาชีพคือ แม่ค้าส้มตำที่ขายของอยู่บริเวณนั้นนั่นเอง โดยแม่ค้าท่านนี้ออกมายืนยันว่า เห็นคุณพ่อกับน้องดินเล่นกันตั้งแต่ช่วงเที่ยงแล้ว "พอ เขาจนมุม ผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มแสดงอาการเหมือนคนไม่ปกติ ทั้งอาเจียน ลงไปนั่งกับพื้น แต่ตายังมองลูกเราเขม็ง จนเราไม่อยากเอาเรื่อง แต่คนแถวนั้นบอกว่าอย่ายอมนะ บางคนก็บอกรุมประชาทัณฑ์เลยไหม ตำรวจเลยบอกจะพาไปโรงพัก ก็รอรถตำรวจ สุดท้ายรถตำรวจไม่มา เขาก็เลยพาผู้หญิงคนนั้นนั่งแท็กซี่ไป สน. แล้วเราก็ขับรถตามไป" แต่ สุดท้ายเรื่องนี้เมื่อไปถึงโรงพักที่ สน.ทองหล่อ ก็จบลงแบบงง ๆ โดยที่ไม่ได้แจ้งความหรือดำเนินการใด ๆ แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้ติดใจในจุดนี้ เพราะทุกคนเหนื่อย และสะเทือนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมามากแล้ว "พอไปถึง ร้อยเวรบอกว่า ถ้าไม่มีอะไรก็กลับ เราก็สงสารลูก เพราะลูกเหนื่อยมากแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับ" แต่เมื่อ ถึงบ้าน เธอเล่าว่า คืนนั้นนอนไม่หลับ น้ำตาไหลตลอดเวลา พร้อม ๆ กับความคิดที่ว่า ถ้าเขาขโมยลูกไปได้ ถ้าสามีไปไม่ทัน จะทำอย่างไร

"คิดว่าเราอาจจะตายได้เลยนะ ถ้าเขาทำสำเร็จ" คุณแม่ท่านนี้กล่าว "ตอนแรกก็โมโหสามี ว่าทำไมปล่อยให้เขามาเอาลูกไปได้ แต่คิดอีกทีก็ใจหายยิ่งกว่า เพราะว่าถ้าคนที่อยู่กับลูกคือเรา เราอาจจะสู้เขาไม่ไหวก็ได้" "จาก เหตุการณ์นี้รู้สึกขอบคุณทุกคนที่ตลาดอย่างมาก ทั้งคนที่มาช่วยอยู่รอบ ๆ ทั้งคนที่อุ้มลูกบีไว้ แม้เราจะไม่รู้จักกัน ขอบคุณแม่ค้าส้มตำที่ช่วยยืนยันให้เรา ขอบคุณเพื่อน ๆ ในตลาดสำหรับกำลังใจ และอยากฝากว่า เวลาเห็นเหตุการณ์แบบนี้ อย่าพึ่งเดินผ่านไป ขอให้หยุดฟังกันสักนิด เผื่อเราอาจช่วยอะไรเขาได้บ้างน่ะค่ะ" ที่ สำคัญ นอกจากขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมในเหตุการณ์วันนั้นแล้ว เธอยังรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่คนรอบข้างไม่เชื่อไปกับคำโกหกของหญิงมิจฉาชีพ ที่อ้างว่าเด็กเป็นลูกตัวเองอีกด้วย ซึ่งก็ถือเป็นความโชคดีที่คำโกหกนี้ยังใช้ไม่ได้ผลในเมืองไทย เพราะนั่นเป็นการยืนยันว่า ในสังคมแห่งนี้ยังมีความใส่ใจในทุกข์สุขของผู้อื่นหลงเหลืออยู่... ยังมีความเอาใจใส่ในความเป็นไปของผู้อื่นหลงเหลืออยู่... และยังอาจมีมิตรภาพดี ๆ ที่งอกงามบนความสะเทือนใจหลงเหลืออยู่นั่นเอง
|